การนํา ChatGPT มาใช้ในองค์กรอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ChatGPT เป็นเทคโนโลยี AI ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสามารถในการสร้างเนื้อหา ตอบคําถาม และสนทนาโต้ตอบได้อย่างมีเหตุผลเสมือนมนุษย์ ทําให้มีการนํา ChatGPT มาใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย 

อย่างไรก็ตาม การนํา ChatGPT มาใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัยมีความสําคัญอย่างยิ่ง ดังนี้

1. กําหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้งานอย่างชัดเจน

การกําหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้ ChatGPT จะช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ดังนี้

นโยบายควรระบุขอบเขตการใช้งาน ChatGPT ที่อนุญาตและไม่อนุญาตอย่างชัดเจน เช่น ห้ามใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจที่สําคัญ, ห้ามใช้สร้างเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือเป็นเท็จ เป็นต้น 

แนวปฏิบัติควรอธิบายขั้นตอนการขออนุญาตใช้งาน วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาก่อนเผยแพร่ มาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล และวิธีจัดการเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

การมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจะทําให้พนักงานทุกคนเข้าใจขอบเขตการใช้งาน ChatGPT อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการนําไปใช้งานผิดวัตถุประสงค์ รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียว่าจะมีการใช้ ChatGPT อย่างรับผิดชอบ

2. จํากัดสิทธิการเข้าถึงเฉพาะผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาต

การจํากัดสิทธิการเข้าถึง ChatGPT เฉพาะผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตจะช่วยให้องค์กรสามารถนําเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการดําเนินการดังนี้

  • กําหนดสิทธิการเข้าถึงและระดับการใช้งาน ChatGPT ให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละกลุ่ม
  • จํากัดการเข้าถึงของพนักงานทั่วไป ให้สามารถใช้ได้เฉพาะเพื่อการทํางานตามหน้าที่เท่านั้น
  • กําหนดให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้อนุมัติสิทธิการใช้งานในระดับสูง เช่น การเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหว
  • ติดตามตรวจสอบการใช้งานให้เป็นไปตามนโยบายอย่างเคร่งครัด

การบริหารจัดการสิทธิการใช้งานอย่างเหมาะสม จะช่วยป้องกันการนํา ChatGPT ไปใช้งานผิดวัตถุประสงค์ รั่วไหลของข้อมูลสําคัญ รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยขององค์กร

3. ห้ามใช้ ChatGPT แทนที่การให้คําปรึกษาทางวิชาชีพ 

การห้ามใช้ ChatGPT แทนที่การให้คําปรึกษาทางวิชาชีพจะช่วยป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบในหลายด้าน ดังนี้

  • ป้องกันความเสี่ยงต่อผู้รับบริการ
    ChatGPT อาจให้คําแนะนําที่ผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้รับคําปรึกษาได้
  • รักษามาตรฐานวิชาชีพ
    การให้คําปรึกษาโดย ChatGPT อาจไม่เป็นไปตามจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพที่ได้กําหนดไว้
  • ป้องกันความรับผิดทางกฎหมาย
    หาก ChatGPT ให้คําแนะนําผิดพลาดทําให้เกิดความเสียหาย ผู้ให้บริการอาจต้องรับผิดทางกฎหมายได้
  • รักษาคุณค่าและบทบาทของมนุษย์
    การให้คําปรึกษาทางวิชาชีพควรเน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการตัดสินใจของมนุษย์ 

ดังนั้น องค์กรควรกําหนดนโยบายห้ามใช้ ChatGPT แทนที่การให้คําปรึกษาโดยมนุษย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ รวมถึงรักษามาตรฐานจริยธรรมและการปฏิบัติงานวิชาชีพไว้

4. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนําไปใช้

การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนําไปใช้งานจริงมีความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ ChatGPT ให้มานั้นถูกต้อง เชื่อถือได้ และเหมาะสมที่จะนําไปใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

การตรวจสอบความถูกต้องสามารถทําได้โดย 

  • ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รับผิดชอบพิจารณาตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
  • เปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งอื่นๆ 
  • ทดสอบหาข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของข้อมูล
  • วิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับจาก ChatGPT ว่าสอดคล้องกับคําถามหรือโจทย์ที่ให้ไปหรือไม่

การตรวจสอบอย่างรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่น่าเชื่อถือ ทําให้มั่นใจว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการนํา ChatGPT มาใช้ในองค์กร

5. ไม่ให้ ChatGPT ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางธุรกิจ 

การไม่ให้ ChatGPT ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางธุรกิจมีความสําคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล และผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและธุรกิจ ดังนี้

  • ป้องกันการเปิดเผยข้อมูลลับ
    ข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับทางธุรกิจอาจรั่วไหลออกสู่สาธารณะได้ หาก ChatGPT นําไปประมวลผล
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
    การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดย ChatGPT อาจทําให้ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลได้
  • ป้องกันการลอกเลียนแบบทางธุรกิจ
    คู่แข่งอาจใช้ประโยชน์จากข้อมูลลับทางธุรกิจที่ ChatGPT ประมวลผล 
  • ป้องกันการถูกลงโทษทางกฎหมาย
    การละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่นๆ 

ดังนั้นองค์กรควรกําหนดนโยบายห้ามให้ ChatGPT ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบร้ายแรงต่อองค์กรและบุคคลอื่นๆ

6. ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีตรวจจับ deepfakes และข้อมูลเท็จ

การใช้เทคโนโลยีตรวจจับข้อมูลปลอม (deepfakes) และข้อมูลเท็จร่วมกับ ChatGPT จะช่วยให้การนํามาใช้ประโยชน์มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้นได้ดังนี้

  • ช่วยตรวจจับข้อมูลปลอมที่ ChatGPT อาจสร้างขึ้น ทําให้สามารถคัดกรองข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือออกไปได้
  • ช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ ChatGPT ให้มา ทําให้มั่นใจว่าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง 
  • ป้องกันการหลอกลวงหรือฉ้อฉลโดยใช้ข้อมูลปลอม
  • ป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ เนื่องจากใช้ข้อมูลจากแหล่งไม่ถูกต้อง
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบควบคู่กันจะช่วยให้ ChatGPT กลายมาเป็นเครื่องมือที่น่าเชื่อถือและเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานให้กับองค์กรได้อย่างแท้จริง

7. ฝึกอบรมพนักงานให้ใช้อย่างถูกต้องและรับผิดชอบ

การฝึกอบรมพนักงานให้ใช้ ChatGPT อย่างถูกต้องและรับผิดชอบจะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี AI พร้อมลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีและข้อจํากัดของ ChatGPT
  • ฝึกฝนวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย
  • สอนการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนนําไปใช้ 
  • ฝึกความรับผิดชอบในการใช้ ChatGPT ภายใต้กรอบจริยธรรมและกฎหมาย
  • สอนวิธีป้องกันการใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างข้อมูลเท็จ หรือละเมิดลิขสิทธิ์
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์สูงสุด

การฝึกอบรมที่ครอบคลุมจะช่วยให้พนักงานใช้ ChatGPT อย่างเกิดประโยชน์และลดความเสี่ยงต่อองค์กรได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น องค์กรควรกําหนดมาตรการความปลอดภัยและนโยบายการใช้งาน ChatGPT ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดโดยคํานึงถึงความปลอดภัยและจริยธรรมเป็นสําคัญ

Comments are closed.