ในอนาคต AI อาจส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทั้งทางบวกและลบ

เทคโนโลยี AI กําลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ChatGPT ที่เป็นกระแสและสร้างความฮือฮาอย่างมาก อย่างไรก็ตามนอกจากการสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษย์แล้ว AI ก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย 

ผลกระทบเชิงบวก

  • AI ช่วยลดการใช้ทรัพยากร เช่น ลดการใช้กระดาษในการผลิตเอกสารด้วยการเก็บเป็นดิจิทัลแทน
  • ChatGPT ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยผลักดันแนวคิด ESG 
  • ใช้ AI ทํานายผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ
  • AI ช่วยออกแบบกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรในภาคอุตสาหกรรม 

ผลกระทบเชิงลบ

  • การพัฒนาและฝึกสอน AI ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง ทําให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  • คาดว่าในปี 2030 AI จะใช้ไฟฟ้าราว 3.5% ของโลก ทําให้โรงไฟฟ้าต้องผลิตเพิ่ม หรือเกิดการแย่งชิงทรัพยากร
  • ขยะเทคโนโลยีจากอุปกรณ์ AI ที่ล้าสมัยแล้ว ทําให้เกิดมลพิษจากการทิ้งไม่ถูกวิธี

แม้ AI จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในหลายๆ ด้าน แต่มนุษย์ก็จําเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการพัฒนา AI รุ่นใหม่ๆ อย่าง ChatGPT เพื่อลดผลกระทบด้านลบ เช่น การเลือกใช้โมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือวางแผนนําเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกันเพื่อประหยัดทรัพยากร เช่น การทํา Serverless AI 

นอกจากนี้ ภาครัฐและองค์กรต่างๆ ก็มีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้ AI สามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น

  • กําหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริม Sustainable AI ในระดับประเทศ
  • ให้สิทธิประโยชน์หรืออุดหนุนธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ร่วมมือกับภาคเอกชนในการระดมทุนวิจัยด้าน AI ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการ e-Waste จากอุปกรณ์ AI ที่ล้าสมัยอย่างถูกวิธี เพื่อนํากลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ 

ดังนั้น การทํา AI ให้ยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การออกแบบโมเดล AI ประหยัดพลังงานและทรัพยากรอย่าง ChatGPT ไปจนถึงนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่ส่งเสริมให้ AI เติบโตไปด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อให้โลกใบนี้ก้าวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Comments are closed.